วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

สะพานหรูคู่กรุงเทพฯ

 

 สะพานหรูคู่กรุงเทพฯ



สะพานภูมิพล (Bhumibol Bridge) อ.พระประแดง สมุทรปราการ หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม (Mega Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม  เชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 3 ถนนปู่เจ้าสมิงพราย และถนนสุขสวัสดิ์  ลักษณะเป็นสะพานขึงขนาด 7 ช่องการจราจร ทางด้านเหนือหรือ “สะพานภูมิพล 1”  เชื่อมระหว่างแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร กับตำบลทรงคนอง  อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทางด้านใต้หรือ “สะพานภูมิพล 2”  เชื่อมระหว่างตำบลทรงคนองกับตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.  2549


สะพานพุทธ

สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร โดยมีพระราชดำริว่าควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนครอีกด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 ถัดจากสะพานพระราม 6 ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

นินทานายก อาจสอบตกโดนปรับออก

นินทานายก อาจสอบตกโดนปรับออก

               

การนินทากาเลเหมือนเทแกลบ

ไม่เจ็บแสบเหมือนเอามีดมากรีดหิน

แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน

คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา  

  “มีรัฐมนตรีบางคนพูดจาไม่ดีและนินทาผมในที่ประชุมบางวง ให้ระวังตัวไว้ด้วย ผมเป็นคนตัดสินใจเลือกเข้ามาทำงาน จะชอบหรือไม่ชอบผม อย่านินทาให้ผมได้ยิน ถ้าผมได้ยินอีก ผมจำเป็นต้องปรับออก จะริบโควตานั้น มาเป็นของผมเอง ระวังตัวไว้ด้วยละกัน” เป็นคำพูดในที่ประชุมสภา มิใช่คำขู่เล่น ๆ แน่นอน เป็นผลทำให้คณะรัฐมนตรีในวสภาถึงกับนิ่งเงียบ

    คำว่า "นินทา" มีความหมายว่า คำติเตียนลับหลัง หรือ คำกล่าวอ้างถึงบุคคลอื่นในทางที่เสียหายลับหลัง ถ้ากล่าวอ้างถึงเรื่องที่ไม่ดี หรือเรื่องที่ไม่กล่าวอ้างในทางที่เสียหายก็คงไม่เป็นไร  จริง ๆ แล้วคือการกล่าวถึงบุคคลอื่นในทางที่เสียหายลับหลังนั้นเอง หรือการเม้าท์ในวงสนทนาเกี่ยวกับบุคคลที่สามให้เขาได้รับความเสียหาย ปัญหาก็คือ คนในวงนั้นจะนำเอาเรื่องเหล่านี้ไปเล่าต่อหรือไม่

    นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต  แปลว่า คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก ก็คงเหมือกับคำกลอนที่ยกขึ้นมาตอนต้นว่าขนาดพระที่ทำขึ้นด้วยความสวยงามยังมีคนนินทาว่าไม่สวยบ้าง หรืออะไรบ้าง ซึ่งคนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลกด้วย  การนินทาแตกต่างกับการวิจารณ์อย่างไร ก็ขอขยายความให้ดังนี้ คือ การนินทาคือการพูดให้ร้ายกับบุคคลที่สามลับหลัง ส่วนการวิจารณ์คือการพูดแบบตรงไปตรงมาทั้งทางดีและทางไม่ดี พูดทั้งสองทางนั่นเอง

     ถามว่ารัฐมนตรีบางท่านที่นินทานายกรัฐมนตรีต้องการอะไรจากสังคมหรือจากทางรัฐบาลบ้าง ทำไมต้องพูดเพราะอะไร เหตุผลง่าย ๆ ที่พอจะสรุปได้ก็คือ ต้องรีบพูดเรื่องของคนอื่น ก่อนที่คนอื่นจะพูดเรื่องของเขานั่นเอง บางคนก็พูดว่าเป็นพวกขี้ขลาดต่อหน้าก็สู้นายกไม่ได้ลับหลังก็ต้องรีบนินทาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี  แต่ประชาชนก็พอรู้ดีว่าใครเป็นอย่างไร หรือเรียกอย่างหนึ่งว่าฟ้ามีตานั่นเอง

    ถามว่า "การริบคืนตำแหน่ง" เป็นคำขู่หรือว่าคำเอาจริง กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งสองกรณี เป็นได้ทั้งคำขู่และการริบตำแหน่งจริง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ จะนินทาอะไรท่านรัฐมนตรีควรมองหน้ามองหนังบ้าง และจะขู่อะไรท่านนายกต้องระวังเสถียรภาพรัฐบาลบ้างเผื่อว่าเจอตัวใหญ่หน่อยก็จะลำบาก..............................


นายกรัฐมนตรี


วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

สุภาษิตท่านนายกประยุทธ์จันทร์โอชา

      สุภาษิตท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา

          ท่ามกลางสภาวะวิกฤต โควิด-19 ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวทางแก้ไขปัญหา และขอความร่วมมือกับประชาชนคนในชาติให้ร่วมกันฝ่าวิกฤตไปด้วยกันโดยได้กล่าวว่า. ยามคับขันต้องการคนกล้าหาญ เมื่อคราวปรึกษางานก็ต้องการคนไม่พูดพล่าม เมื่อยามมีข้าวมีน้ำก็ต้องการคนที่รักที่ปรึกษา เมื่อยามมีปัญหาก็ต้องการบัณฑิต หลายคนก็มีความสงสัยว่าท่านยกตัวอย่างสุภาษิตนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ต้องการจะสื่ออะไรกับประชาชนชาวไทยบ้าง จึงขอขยายความสิ่งที่ท่านพูดเพื่อความเข้าใจที่กระจ่าง

1. ยามคับขันต้องการคนกล้าหาญ  หมายความว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศอยู่ในสภาวะคับขันเนื่องจากมีปัญหาในเรื่องโรคระบาดที่กระจายอยู่ในทั่วประเทศไทย ช่วงนี้เป็นการระบาดระลอกที่สามแล้วมีคนติดเชื้อโควิดมากถึง 60,000 กว่าคน มีผู้เสียชีวิต 100 กว่าคนซึ่งเพิ่มปริมาณในการเสี เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ท่านต้องการคนกล้าหาญที่จะมาช่วยเหลือประเทศชาติ 

2. เมื่อคราวปรึกษางานก็ต้องการคนไม่พูดพร่ำ  มองเห็นว่าในปัจจุบันมีคนออกมาโจมตีท่านในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโรคระบาด โควิด-19 นี้เป็นจำนวนมากไม่เพียงแต่ท่านคนเดียวรวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย นั่นก็หมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่าอนุทิน ชาญวีรกูลซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำ  ท่านคงมองเห็นว่าในสภาพปัจจุบันทุกคนควรร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องโควิด มิควรพูดจาอะไรให้เกิดความเสียหายให้แก่ประเทศ รวมไปถึงการพูดจาที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงานด้วย

3. ยามมีข้าวมีน้ำก็ต้องการคนที่รักที่ปรึกษาในข้อนี้หมายถึง ให้ให้ประชาชนคนไทยรักกัน คล้ายๆกับสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า “มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน” นั่นเอง เวลามีความสุขเราก็ร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างมีความสุขแล้วเวลามีความทุกข์เวลามีวิกฤตทำไมต้องออกมาทะเลาะกันโจมตีกัน

4. เมื่อยามมีปัญหาก็ต้องการบัณฑิต. ในข้อนี้ความหมายของคำว่าบัณฑิตก็คือผู้รู้ผู้ที่มีความสามารถในด้านต่างๆมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศชาติ (แต่ก็อยากบอกจริง ๆ นะผู้ที่มีความรู้ความสามารถท่านก็ไล่ออกไปหมดแล้วนี่) ทางด้านเศรษฐ กิจการเงินการคลัง การสาธารณสุข การศึกษา 


ฯพณฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล


วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564

ทองแท้ไม่กลัวไฟ เหล็กไหลไม่กลัวการทดสอบ

 

ทองแท้ไม่กลัวไฟ เหล็กไหลไม่กลัวการทดสอบ

...................................................................................................................................................

          คำว่าทองแท้ไม่กลัวไฟ เป็นคำพูดที่ได้ยินกันมากในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในโชเซี่ยลมีเดียถึงเดือดปุดๆกันไปเลย สาเหตุนั้นเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ท่านรองนายกและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นเป้าหมายในการโจมตี สาเหตุหลักก็คือการนำเข้าวัคซีนได้ไม่ถึง 1% จนถึงขั้นว่าลงชื่อขับไล่ออกจำนวนมากถึง 200,000 รายชื่อ จนเป็นที่ไปที่มาของคำว่าทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ

          แต่ก็เป็นที่แปลกใจว่ามีโรงพยาบาลจำนวนมากรวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้กำลังใจนายอนุทิน โดยให้การรับรองว่าท่านได้เสียสละทุ่มเท แรงกายแรงใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด#save อนุทิน / #ทองแท้ไม่กลัวไฟ  #โปรดรักษาคนดี คนมีไฟ #ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ เหล็กไหลไม่กลัวการทดสอบ

          ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ หมายถึง สัจธรรมไม่กลัวคำติฉินนินทา มีความหมายว่า คนที่ตั้งมั่น ยึดมั่นในความดี อดทนต่อการพิสูจน์ความจริง ก็จะสามารถผ่านอุปสรรคและหรืออันตรายทั้งหลายไปได้ ส่วนคำว่าเหล็กไหลไม่กลัวการพิสูจน์ หมายถึง จะพิสูจน์กี่ครั้งเหล็กไหลก็ยังคงคุณสมบัติที่ดีของมันได้เป็นอย่างดี  สุภาษิตเหล่านี้ถูกยกมาใช้ในการปกป้องนายอนุทิน จากข้อครหาเรื่องหาวัคซีนไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรภายในประเทศ เป็นเหตุให้ประชาชนไม่พอใจเป็นอย่างมากถึงกับทัวร์ลงเลยทีเดียว จนไม่สามารถทนต่อทัวร์ลงได้จนต้องลบโพสท์ออกจากเพจของโรงพยาบาล จนมีคนมาถามต่อว่า จริง ๆ แล้ว “ทองแท้ไม่กลัวไฟจริงหรือไม่”

นายกรัฐมนตรีและรองนายกอนุทิน

         

          ถึงแม้ว่าวันนี้จะได้รับข่าวดีว่า ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ห้วงเวลายาวนานมากเกินไปจนทำให้ไม่สามารถเปิดประเทศได้ทันในต้นปี 2565 ยิ่งฉีดวัคซีนช้าเท่าใด ความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจก็ย่อมเสียหายมากไปเท่านั้น เท่านั้นยังไม่พอจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน รวมมากถึง 188 คนแล้ว รวมถึงน้าค่อม ชวนชื่น ตกชื่อดังของเมืองไทย ก็ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเช้านี้

น้าค่อม ชวนชื่น

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564

“PROS” หุ้น IPO น้องใหม่ในตลาด MAI

 

“PROS” หุ้น IPO น้องใหม่ในตลาด MAI

          มารู้จักหุ้นน้องใหม่ล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์ขนาดย่อม ด้วยราคา IPO  2 บาทต่อหุ้น พร้อมสำหรับการระดมทุนจำนวน 280 ล้านบาทหรือจำนวน 140 ล้านหุ้น เมื่อทำความรู้จักให้มากขึ้นแล้วจะได้รู้ว่า “รู้จักแล้วจะรักเอง” PROS – PROSPER ENGINEERING PUBLIC COMPANY LIMITED หรือชื่อเป็นภาษาไทยว่า บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ราคาในการเปิดตัวครั้งแรกสูงมากถึงราคาหุ้นละ 5 บาท นับว่าเติบโตมากถึง 150% นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ จะมีสักที่



              ราคาหุ้น PROS ณ วันที่ 27 เมษายน 2564  ราคา 3.36 บาท

            กิจการพื้นฐาน – ในการนำหุ้นเข้าสู่ตลาดในครั้งนี้มุ่งหวังลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์และการประมูลงานเพิ่มเติม โดยพื้นฐานเดิมนั้นเป็นงานบริการรับเหมา ติดตั้งงานระบบประกอบอาคาร การบริการรับเหมาก่อสร้างงานโยธา มีสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 11 ซอยนาคนิวาส 20 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร www. prosperengineering.co.th หมายเลขโทรศัพท์ 0-25143-3113

            ผลประกอบการ – งบการเงินประจำปี 2563 มีทรัพย์สินรวม 654.65 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 355.01 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 292.88 ล้านบาท มีรายได้รวมทั้งสิ้น 944.77 ล้านบาท กำไรสุทธิ 48.76 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.12 บาทต่อหุ้น อัตรากำไรสุทธิ 5.41%  

            ผู้ถือหุ้นใหญ่ – มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นบุคคลสำคัญทางด้านวิศกรรม ซึ่งประกอบด้วย

                1. นายพงศ์เทพ รัตนแสงสรวง     ถือหุ้น  23.80%

                   2. นายประวิทย์  ลัญจกรกุล         ถือหุ้น  14.91%

                   3. นายวัชรพล รุจิเรจ                   ถือหุ้น   13.43%

                   4. นายประจักษ์ ตั้งใจ                  ถือหุ้น  11.20%

                    5. นายพงษ์พล รัตนแสงสรวง    ถือหุ้น   11.20%

                   นอกจากนั้นก็ถือหุ้นลดลงมาตามสัดส่วน นอกจากนั้นยังมีการถือครองหุ้นต่างด้าว 0.02% นับว่าการถือหุ้นต่างด้าวมีปริมาณที่น้อย นอกนั้นผู้ถือหุ้นเป็นชาวไทยทั้งหมด

            แผนการเจริญเติบโต – มีเป้าหมายที่รายได้เฉลี่ยโตขึ้น 10 – 20 % ต่อปี ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 ปี เป็นบริษัทที่มีความพร้อมทางด้านบุคลากรและระบบการทำงานเพื่อขยายธุรกิจและการรับเหมางานใหม่ ๆ และสนับสนุนการสร้างรายได้ กำไรสู่บริษัทอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรับงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

เลื่อนเปิดเทอม ซ้ำเติมเด็กหรือไม่

 


เลื่อนเปิดเทอม ซ้ำเติมเด็กหรือไม่

                                                                                                    ภาณุวัฒน์ ยาวศิริ

            สถานการณ์โรคโคโรน่าไวรัส (โควิด19) ส่งผลให้ระบบสาธารณสุข ระบบเศรษฐกิจเป็นอัมพาตในหลาย ๆ ประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทย ส่งผลต่อการเปิด-ปิดภาคเรียนและยังส่งผลต่อไปอีกหลาย ๆ อย่างในระบบการศึกษา การเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 1 ก็เช่นกัน ทำให้หลาย ๆ โรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการทำการสอบ TCAS ไม่สำเร็จ ซึ่งส่งผลต่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป ส่วนโรงเรียนที่รับสมัครนักเรียนเข้าเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วย มีหลายโรงเรียนยังไม่แล้วเสร็จไม่เสร็จตามกำหนดตามกำหนดการที่วางไว้ เป็นผลให้เกิดความกังวลสำหรับนักเรียนรวมไปถึงผู้ปกครองด้วย ส่วนในระดับอื่นถือว่ามีผลกระทบน้อยกว่า การศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบเพียงใด ขอให้ดูระบบต่อไปนี้

            เปิดภาคเรียน – กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดวันเปิดเทอมสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2564  เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) กล่าวว่า ถ้าฝืนเปิดเรียนในวันดังกล่าว จะทำให้นักเรียนหลายคนเสียโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในแต่ละระดับ จะเป็นการซ้ำเติมเด็กเข้าไปอีก ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปอีก เป็นเปิดวันที่ 1 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลาในการเลื่อนออกไป 11 วันทำการ(วันจันทร์-วันศุกร์)

            ปิดภาคเรียน – กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดวันปิดภาคเรียนไว้ในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเดิมที่กำหนดไว้ ไม่ได้เลื่อนตามวันเปิดภาคเรียนแต่อย่างใด ส่วนแนวปฏิบัตินั้นเป็นสถานศึกษาในแต่ละแห่งบริหารจัดการกันเอาเอง มีแนวคิดว่าในแต่ละวิชาต้องได้เรียนเต็มเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชา

            ผลกระทบ – การระบาดของโรคโควิด19 ได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาไทยเป็นอย่างมาก ต้องถามว่าวันนี้ผู้ที่ได้ผลกระทบมากที่สุดนั้นคงจะหนีไม่พ้นนักเรียน นักศึกษานั่นเอง เท่าที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการศึกษาก็พอสรุปผลกระทบ คือ

            1. เวลาเรียนน้อยลง ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 นี้ เวลาในการเรียนน้อยลงไปถึง 11 วันถ้านับเป็นเวลาเป็นรายชั่วโมงเป็นเวลานานถึง 66 ชั่วโมง นับว่าเป็นเวลาไม่ใช่น้อยเลย ถ้าสถานศึกษาบางแห่งที่ไม่ใส่ใจการชดเชยในข้อนี้นับว่านักเรียนเสียโอกาสในการเรียนเป็นอย่างมาก (ไม่นับรวมเด็กที่ไม่อยากเรียน เพราะเด็กเหล่านั้นไม่ได้เรียนพวกเขาจะดีใจ)

            2. การเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย – เด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีการสอบ TCAS ล่าช้า เสียโอกาสในการเข้าเรียนในสาขาที่ตัวเองชอบหรือต้องการ อย่างเช่นในตอนนี้เด็กเป็นจำนวนมากยังไม่มีที่เรียน ถามว่าที่เรียนมีมากไหม ตอบว่ามาก แต่เป็นสาขาที่ตัวเองชอบหรือไม่นั้นตอบไม่ได้ เพราะบางมหาวิทยาลัยก็รับตรงไปเกือบหมดแล้ว  ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 นั้น มหาวิทยาลัยที่ปรับการเรียนการสอนไปตามอาเซียนก็จะเปิดช้า ประมาณเดือนสิงหาคม ส่วนมหาวิทยาลัยที่ไม่ปรับตามอาเซียนก็จะเปิดเรียนพร้อมกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

           

            แนวทางการแก้ไขปัญหา – เมื่อการระบาดของโรคโควิด19 ได้ส่งผลต่อระบบการศึกษาแล้วแนวทางการแก้ปัญหาก็พอสรุปได้ตามแนวทางต่อไปนี้

            1. การเตรียมความพร้อม – การเลื่อนการเปิดภาคเรียนไปถึง 11 วันทำการ ถือว่าเป็นการเตรียมตัวของโรงเรียนในเรื่องการเตรียมอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอนทั้งโสตทัศนูปกรณ์ กิจกรรมภาคสนาม เช่น อุปกรณ์ในการเรียนด้านพลศึกษา กิจกรรมนอกเวลาเรียน เป็นต้น

            2. การเยี่ยมบ้านนักเรียน – เป็นโอกาสอันดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะได้ไปเยี่ยมนักเรียนตามบ้าน ถือว่าเป็นการมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างครู นักเรียนและผู้ปกครอง

            3. การเตรียมกิจกรรมในภาคเรียน – ในแต่ละภาคเรียนมีกิจกรรมที่ต้องเตรียมตัวเป็นจำนวนมาก ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีโอกาสในการเตรียมกิจกรรมมากขึ้น เช่น กิจกรรมวันไหว้ครู กิจกรรมวันสุนทรภู่ กิจกรรมกีฬาสี เป็นต้น

            4. การชดเชยวันหยุด – การเปิดเรียนล่าช้า 11 วัน เป็นเวลาในการเรียนการสอนมากถึง 66 ชั่วโมง ต้องเตรียมอะไรบ้าง เช่น การเพิ่มเวลาเรียนในแต่ละวันไปอีก 1 ชั่วโมง หรือการสอนชดเชยในวันเสาร์อาทิตย์ เป็นต้น

            5. การสอนออนไลน์ – เตรียมการสอนออนไลน์ให้พร้อม ทั้งเนื้อหาบทเรียน อุปกรณ์ในการสอน ระบบอินเตอร์เนต รวมไปถึงโปแกรมที่ใช้ในการเรียนการสอน เช่น Google Classroom, Zoom meeting, Line meeting  รวมไปถึงการเขียนเวปไซด์เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาบน Google
Sites. เป็นต้น

            จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าการเตรียมตัวของสถานศึกษาไม่ดี หรือไม่มีความพร้อมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะนักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพทางด้านครอบครัวที่ไม่เท่ากัน การได้รับผลกระทบย่อมต่างกันไปด้วย เพียงแค่โควิดก็หนักมากแล้วอย่าให้พวกเขาโดยซ้ำด้วยการศึกษาที่ไม่พร้อมเลย  

                                    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ฯพณฯ ตรีนุช เทียนทอง

                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฯพณฯ เอนก เหล่าธรรมทัศน์


วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จิตใจของการเป็นนักสู้


จิตใจของการเป็นนักสู้
                                                                                                                                                            ภาณุวัฒน์  ยาวศิริ
....................................................................................................................................................................
                เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า คนบางคนทำไมประสบความสำเร็จ แต่กับอีกคนทำไมไม่ประสบความสำเร็จทั้ง ๆ ที่มีพื้นฐานการใช้ชีวิตไม่แตกต่างกัน เมื่อเรามองเข้าไปลึก ๆ แล้ว พบว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น มีองค์ประกอบสำคัญก็คือ การมีจิตใจของการเป็นนักสู้ ซึ่งคำนี้ได้ยินครั้งแรกจาก      ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตอนบรรยายในงานวิชาการ เลยลองศึกษาดูว่าจิตใจของการเป็นนักสู้นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างไรบ้าง ในที่สุดแล้วก็พบกับความจริง เป็นพื้นฐานข้อแรกของการประสบความสำเร็จเลยทีเดียว ใครมีรับรองสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

                1. ขยัน  คือ การทำงานอย่างแข็งขันไม่ปล่อยปะละเลย  หรือทำพฤติกรรมเป็นปรกติสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่เกียจคร้าน  ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็เรียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อ่านหนังสือ เข้าชั้นเรียน ถ้าเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานก็ทำงานด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง ตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างจังจัง
                2. มุ่งมั่น คือ ตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด  วัยผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึงคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานด้วยความเพียรพยายาม อดทนเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย
                3. ทุ่มเท คือ การทำเต็มกำลังความสามารถ ยอมสละให้อย่างล้นเหลือ เช่น ทุ่มเทเงินทอง ทุ่มเทกำลังความคิด สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จนั้นการทุ่มเทคือฐานแห่งความสำเร็จในการทำงานเลยที่เดียว
                4. อดทน คือ การรักษาอาการปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม ไม่แสดงกิริยาที่ไม่ดีออกมา ต้องมีความอดทน ไม่หุนหันพลันแล่น แม้จะมีอุปสรรคมาขวางกั้น ส่วนในการเรียนถ้าขาดความอดทนก็อาจจะไม่สำเร็จการศึกษาก็เป็นได้  ส่วนคนในวัยทำงานถ้าขาดคุณสมบัติข้อนี้อาจเจอวิบากกรรมอีกมากมาย ซึ่งเป็นผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
                5. มีวินัย คือ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อห้าม ที่บัญญัติไว้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความสงบ เรียบร้อยดีงามของตนเองและหมู่คณะ วินัยสามารถฝึกได้เพื่อให้วิถีชีวิตเป็นไปตามกฎเกณฑ์และนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเป็นธรรมชาติ
                หลักการของการมีจิตใจเป็นนักสู้  คือพื้นฐานข้อแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ  จงจำคำว่า  “ขยันมุ่งมั่น ทุ่มเท อดทน มีวินัย” ไว้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ