วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คลังข้อมูลงานวิจัยไทย

คลังข้อมูลงานวิจัยไทย
ภาณุวัฒน์ ยาวศิริ
Community Development  Centre
------------------------------------------------------------------------------------------------
TNRT

               การสัมมนาเรื่อง  คลังข้อมูลงานวิจัยไทย (Thai National Research Repository : TNRR) ณ โรงแรมเมโทรโปล  จังหวัดภูเก็ต ในวันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2556  นำโดยนางสาวเพชรา สังขะวร  ผู้อำนวยการภารกิจข้อมูลวิจัยและการบริหารจัดการข้อมูล  ซึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  ได้ดำเนินการจัดทำคลังข้อมูลวิจัยในประเทศไทย  โดยการรวม  “5ส+1 วช” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการให้ทุนวิจัย   โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน 5 ข้อ  คือ  หนึ่ง เป็นฐานข้อมูลสำหรับสร้างโจทย์วิจัย  ต่อยอดงานวิจัยร่วมกัน  ทั้งหน่วยงานให้ทุนและสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  สอง เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของงานวิจัยก่อนการพิจารณาทุน  สาม เพื่อตรวจสอบภาระการทำงานวิจัยของนักวิจัย สี่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลตั้งต้นสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพานิชย์ นโยบาย พื้นที่ สาธารณะ วิชาการ ห้า เป็นระบบติดตามงานวิจัยร่วมกันของหน่วยงานที่สนับสนุนให้ทุนวิจัย    
               ประกอบด้วยหน่วยงานหลัก คือ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช)  สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน)  สำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว)  สถาบันวิจัยระบบสาธารสุข (สวรส) สำนักงานการอุดมศึกษา (สกอ)  และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช)   เพื่อให้การศึกษา ค้นคว้าวิจัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้  ดำเนินการจัดทำคลังข้อมูลวิจัยไทยให้เป็นระบบ  ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินการดังต่อไปนี้
1.         ระบบฐานข้อมูลโครงการวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว  TNRR 1
วิทยากรบรรยายในระบบฐานข้อมูลโครงการวิจัยทำดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว  ซึ่งบรรยายโดย
ผู้อำนวยการภารกิจข้อมูลวิจัยและการบริหารจัดการข้อมูล นางสาวเพชรา สังขะวร  ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถใช้งานได้แล้ว นักวิจัยหรือผู้สนใจรายละเอียด เข้าไปค้นคว้าได้ที่ URL :http:/www.tnrr.in.th  มีหน่วยงานทั้งหมด  22 หน่วยงาน  มีข้อมูลมากถึง  144,462  รายการ   ซึ่งประกอบด้วยฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์และใช้ข้อมูลที่มีความเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนกันได้ถึง 5 ระบบ   การเชื่อมโยงแบบนี้จัดทำโดยหน่วยงานที่แตกต่างกัน  รูปแบบและเทคโนโลยีการจัดเก็บที่แตกต่างกัน   โดยการนำเอาวีธีเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับ TNRR  การสร้างฐานข้อมูลใหม่โดยใช้ซอฟท์แวร์ที่มี OAI-PMH  เช่น Dspace  เปลี่ยนซอฟท์แวร์ที่บริหารจัดการฐานข้อมูลให้มี  OAI-PMH , ใช้ซอฟท์แวร์ตัวช่วยเพื่อสร้าง OAI-PMH และใช้ IR Data Centre
2.         ระบบฐานข้อมูลนักวิจัยและระบบรายงานแบบ  Expert Finder
นายสันติพงษ์  ไทยประยูร  จาก  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช)
โดยใช้  VIVO + Anti-kobpea  ในฐานข้อมูลมีนักวิจัยทั้งหมด   99,762 คน  โดยมีข้อมูลที่มีนักวิจัยที่มีจำนวนงานวิจัยมากที่สุดคือ อุทัย คันโท  มีผลงานมากถึง  289 เรื่อง  , ชำนาญ ฉัตรแก้ว  183 เรื่อง และ
สุกัญญา  จัตตุพรพงษ์ 173 เรื่อง  ตามลำดับ  เป็นการค้นหานักวิจัยโดยใช้  Expert finder
3.         ระบบฐานข้อมูลโครงการวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (On-going)
บรรยายโดย  ผศ.วุฒิพงษ์ เตชะดำรงสิน  รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว)  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับสร้างโจทย์วิจัย  ต่อยอดงานวิจัยร่วมกันทั้งหน่วยงานที่ให้ทุน (5ส+1วช) เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของงานวิจัยก่อนการพิจารณาทุน  เพื่อตรวจสอบภาวะการทำงานของนักวิจัย  โดยมีระบบติดตามโครงการวิจัย (On-going) คือ ออกสัญญาการทำวิจัย รายงานความก้าวหน้าระยะที่หนึ่ง  รายงานความก้าวหน้าระยะที่สอง  ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ โดยการใช้สีเป็นสัญลักษณ์  สีเขียวหมายถึง เป็นไปตามระยะเวลา ส่วนสีเหลืองหมายถึง ล่าช้า
4.         ระบบฐานข้อมูล  Single Window & Data Entry
วิทยากรบรรยายโดย  นางสาวสุธีรา  อาจเจริญ  จากสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส)
โดยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับนักวิจัย  หรือผู้ที่ยื่นขอทุนจากผู้ให้ทุนวิจัยของประเทศในช่องทางเดียว  เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้ให้ทุนและนักวิจัย  เพื่อลดเวลาการพิจารณาหัวข้อเสนอโครงการลดความซ้ำซ้อนของงานวิจัย  เป็นฐานข้อมูลข้อเสนอโครงการวิจัยของประเทศ  โดยการใช้โครงสร้างระบบชื่อ METADATA คาดว่าจะเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในปีงบประมาณ 2557 (1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป)
5.         ระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยที่รัฐสนับสนุน (Government Funded -
Research Market Place)  วิทยากรบรรยายคือ นายนนทวัฒน์ มะกรูดอินทร์  ซึ่งเป็นผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สทวน)  โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ทิศทางในการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร    โดยมีแนวทางในการดำเนินงานคือ  พิจารณาจำแนกผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด   สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันสร้างระบบตลาดกลางรวบรวมผลงานวิจัยโดยเชื่อมโยงกับมาตรการต่างๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  มาตรการสนับสนุนทางการเงิน มาตรการทางภาษี   และปัจจัยเอื้อต่างๆในภาคเอกชน  หรือการใช้ Market Place  โดยพิจารณาระบบตลาดกลางรวบรวมผลงานวิจัยโดยกำหนดให้มีผู้ดูแลและกำกับ  รวมทั้งติดตามการดำเนินงาน  ส่งเสริมและสนับสนุนการนำเสนอ  Product Champion เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆที่แต่ละหน่วยงานวิจัยจัดทำอยู่ให้เกิดระบบกลางการรวบรวมผลงานวิจัย
               สรุปได้ว่า  การจัดทำคลังข้อมูลวิจัยไทย (TNRR) ประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญดังต่อไปนี้ คือ ฐานข้อมูลวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว  ฐานข้อมูลนักวิจัยและแบบรายงาน (Expert Finder)   ฐานข้อมูลโครงการวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการ(On-going)  ระบบฐานข้อมูลเดียว (Single Window & Data Entry) และฐานข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยที่รัฐสนับสนุน (Government Funded Research Market Place)    คลังข้อมูลวิจัยไทย TNRR มิได้นำข้อมูลมาเก็บไว้รวมกัน  ต่างคนต่างเก็บ แต่มีหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลเท่านั้น

             

อ้างอิง

เพชรา  สังขะวร. 2556.  คลังข้อมูลวิจัยไทย . สืบค้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2556 จาก www.tnrr.in.th

หนังยางล้างใจ

หนังยางล้างใจ
ภาณุวัฒน์  ยาวศิริ

 
หนังยางล้างใจ
          
    หนังยางมันจะล้างใจได้ยังไง?  คือคำถามที่หลายคนถามผมในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งทางส่วนตัวและทางเฟสบุ๊ค เพราะเขาเห็นว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว  และอีกอย่างเขาคงไม่มีโอกาสถามเจ้าของหนังสือที่เขียนเล่มนี้ขึ้นมาอย่างคุณ วิสูตร แสงอรุณเลิศ  อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผมเองก็ยังสงสัย พึ่งจะหายสงสัยก็หลังอ่านหนังสือจบไปแล้วสองรอบ โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติตนไว้ 21 วัน คล้องหนังยางไว้ในแขน ทำความรู้สึกให้เป็นบวกมากที่สุด คนส่วนใหญ่มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “มันเป็นฟิลลิ่ง” ความรู้สึกของเรามันจะเป็นตัวควบคุมว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไร  ถ้าทำได้ตามนี้มันสุดยอดมาก ๆ  มาดูแนวทางกันดีกว่า
               วันที่ 1   จับความรู้สึก  ดีดหนังยางที่ข้อมือเมื่อคิดลบ
               วันที่ 2   ไม่มีวิธีการกำจัดความคิดลบ นอกจากเราคิดถึงเรื่องอื่นแทน
               วันที่ 3   แทนที่ด้วยรูปภาพที่มีความสุข
               วันที่ 4   ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความเชื่อ ศรัทธา
               วันที่ 5   เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราควบคุมการตอบโต้ได้
               วันที่ 6   เราจะเห็นแต่สิ่งที่เราอยากเห็นเท่านั้น
               วันที่ 7   เขียนขอบคุณสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
               วันที่ 8   ภาษาที่เราใช้มีผลกับเรา
               วันที่ 9   อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขง่ายๆ
               วันที่ 10 ออกำลังกาย
               วันที่ 11-12 เป้าหมายที่ดี ต้องมีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก (SML) 30 เป้า แล้วกำหนดลงไปอย่างชัดเจน  
                             เจาะจง มีระยะเวลาจำกัด  ท้าทายกำลังดี หลากหลาย ยืดหยุ่น ทำเพื่อคนอื่นด้วย              
               วันที 13 พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
               วันที่ 14 ขอจักรวาล (ขอคนเดียวด้วย อย่าให้คนอื่นรู้ เขาจะหาว่าบ้า)
               วันที่ 15 อย่าดราม่า  เวลาเจอปัญหาให้แยก 3 ร่าง 1. เรา  2. เขา  3. คนบนฟ้า
               วันที่ 16 พูดกับตัวเองในกระจก
          วันที่ 17 ถามนำเชิงบวก
               วันที่ 18 หาคำตอบเงียบคนเดียว
               วันที่ 19 ฝึกให้อภัย ตนเองและผู้อื่น
               วันที่ 20 ระวังสมองของคุณ ชอบมโนแบบเพ้อๆ
               วันที่ 21 ควบคุมตัวเองให้ได้ตลอดไป 
                                                     ภาพที่ 1 เจ้าของผลงานเขียนหนังยางล้างใจ


รวยขึ้น 10 เท่า ชีวิตดีขึ้น 100 เท่า


รวยขึ้น 10 เท่า ชีวิตดีขึ้น 100 เท่า
ภาณุวัฒน์ ยาวศิริ
               หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปหลายรอบและได้เขียนบันทึกลงในสมุดบันทึก  นับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก  มีคุณค่า สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี  ผู้เขียนได้ถ่ายทอดไว้ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย คือคุณนที  อิสรทิพสกุล ได้แสดงถึงวิธีการคิดเพื่อให้ได้การเปลี่ยนแปลงที่ดี
            When you change the way of thinking?                  เมื่อความคิดเปลี่ยน
            Belief is change.                                                     จะเกิดความเชื่อใหม่
            When you change belief?                                       เมื่อความเชื่อคุณเปลี่ยน
            Expectation is change.                                            จะเกิดความหวังใหม่
            When you change expectation?                             เมื่อความหวังคุณเปลี่ยน
            Attitude is change.                                                  จะเกิดทัศนคติใหม่
            When you change attitude?                                    เมื่อทัศนคติคุณเปลี่ยน
            Behavior is change.                                                จะเกิดพฤติกรรมใหม่
            When you change behavior?                                 เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน
            The way of being is change.                                  จะเกิดการกระทำใหม่
            When you change the way of being?                     เมื่อการกระทำเปลี่ยน
            The way of life is change forever.                          จะเกิดวิถีชีวิตใหม่ตลอด
            จะเห็นได้ว่าจากการเปลี่ยนความคิด  ทุกอย่างจะเปลี่ยนตามไปจนเกิดวิถีชีวิตใหม่  ตั้งใจเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ โดยการเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก่อน  ทดลองเปลี่ยนแปลงมันในทางที่ดีขึ้น  จะเห็นได้ว่าชีวิตนั้นดีขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัด  เช่น
-            เที่ยวให้น้อยลง
-            ดื่มให้น้อยลง
-            กินอาหารที่มีประโยชน์
-            ออกกำลังกาย
-            รักเพื่อน
-            รักครอบครัว
-            ไม่นอกใจ
-            มีความสุข
            จิตใจของคนเรามี 2 ขั้ว มันหนักไปทางใด?  ชั่งน้ำหนักหน่อย  ให้รักษาสมดุลชีวิตให้ดี ถ้ามันเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ชีวิตก็จะเอียงตามไปด้วย เพราะโลกนี้แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ศาสตร์ใหญ่ คือ วิทยาศาสตร์หรือเรียกสั้นๆว่าศาสตร์ กับ ศิลป์  จะควบคุมด้วยสมอง 2 ซีกด้วยกัน  สังเกตตัวเองให้ดีว่าเราใช้อารมณ์ความรู้สึกกับเรื่องต่างๆ มากน้อยเพียงใด  เราให้เหตุผลกับทุกๆเรื่องหัวไม่ 



            “การที่เราไม่ประสบความสำเร็จ  ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เคยพยายาม เพียงแต่ว่ามันไม่มากพอ”
            “การที่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้น  มันหมายความว่า เราไม่เคยพยายาม..ในสิ่งใดเลย”
            “แม้ว่าคุณมีอำนาจในการเลือกมากมายเพียงใด แต่มีไม่กี่หนทางหรอกที่จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง”
            “ลูกไม่ติดยา ภรรยาไม่นอกใจ” บางคนบอกว่ามันก็โอเคแล้วนะ... ถ้าเราทุ่มไปทางอื่นมากเกินไป มันก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้น มันเป็นผลจากการเอาใจใส่น้อยไป
            “มีวินัย กับ ความเพียร  ไร้หนี้มีปัญญา”
            “คนที่เขาทำแล้วพ่ายแพ้นั้นเป็นเพราะเขาขาดกำลังกาย แต่คนที่แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มคือคนที่ไม่มีพลังใจ”
            “จงอย่าทำอะไรอย่างรีบร้อน อย่าทำในสิ่งที่ไม่รู้และไม่แน่ใจ”
            “ปัญหาในโลกนี้มี 2 ชนิด คือ ปัญหาจากตัวเราเอง ปัญหาสุดวิสัย  ปัญหาทุกอย่างย่อมมีคนก่อขึ้นมาแต่จงรู้ไว้ว่าปัญหาที่เราเจอนั้นเกิดจากตัวเราทั้งนั้น”
            “ปัญหามีไว้แก้ มิใช่หาคนผิด”

            

ยุทธศาสตร์ประเทศไทย


ยุทธศาสตร์ประเทศไทย
ภาณุวัฒน์   ยาวศิริ
Johnny_kbv@hotmail.com
               ประเทศไทยในอนาคตที่เราต้องการให้เป็น เป็นประเทศในโลกที่ 1 ในปี 2575  โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน  เป็นการพัฒนาที่มีความสมดุล เป็นประเทศที่มีรายได้สูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม  นั่นคือแนวคิดที่ได้รับฟังจากการปาฐกถาของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา การรวมตัวทางเศรษฐกิจของ New  USA (United state of Asia) จะเป็นเขตเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง  อย่างน้อยในเวลานี้ก็มีกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว
               ในชุมชนภิวัฒน์ (Localization) เราได้แบ่งโลกออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศกำลังล้มเหลวและกลุ่มประเทศล้มเหลว  ไม่มีแล้วประเทศด้อยพัฒนา กลุ่มประเทศที่ล้มเหลวเพราะมีที่มาจากรัฐล้มเลว (Fail State)  เกิดจากรัฐบาลที่ไม่มีคุณภาพทางการเมือง ไม่สามารถนำพาประเทศพัฒนาไปได้ จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้
               ความมั่งคั่งของประเทศชาติเกิดจาก การพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเข้า การส่งออกสินค้า (Global Logistic)   เพื่อให้ประเทศก้าวพ้นกับดักของประเทศกำลังพัฒนา (Middle income trap) ซึ่งประเทศไทยต้องเจออยู่ในขณะนี้ ปี 2558 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 5400 เหรียญสหรัฐ   ก้าวสู่เป้าหมายของโลกที่ 1 ในปี 2575 ต้องมีรายได้ต่อหัวประมาณ  15,000 – 20,000 บาท  ส่งเสริมให้ประเทศเป็นตลาดทุนของโลก  (Capital Market)  เป็นตลาดเงินที่เป็นแหล่งกลางเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างผู้ให้กู้และผู้ลงทุนเพื่อนำไปใช้ในการลงทุนในกิจการหรือขยายกิจการ โดยมีความสำคัญ คือ เป็นแหล่งระดมเงินที่สำคัญ แหล่งสะสมทุน เป็นประเทศที่สามารถระดมทุนได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอกับความต้องการ   
               สถาบันการศึกษาชั้นสูงของโลก  (ต้องติดอันดับโลก) แนวคิดการเป็นประเทศที่มีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก  โดยมีแนวทางพัฒนาต่อยอดสถาบันการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งทางด้านผู้สอน เทคโนโลยี ผู้เรียน สนับสนุนการวิจัยให้เป็นที่ยอมรับ สามารถเข้าถึงการศึกษาต่อได้หลายช่องทาง เป็นการศึกษาตลอดชีวิต
               การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) โดยเศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีขนาดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น ต้องกำหนดขอบเขตพื้นที่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นในระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
               การเสริมสร้างพลังทางสังคม (Social Empowerment)  เพื่อให้สังคมไทยได้พ้นความเหลื่อมล้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อำนาจของนายทุน ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้  ความเหลื่อมล้ำของรัฐเชิงนโยบาย ให้พลังทางสังคมมีความแข็งแกร่งและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง 
               สิ่งแวดล้อม (Environment) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกทำให้โลกร้อนขึ้น เกิดภาวะเรือนกระจก ประเทศเราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สินค้า การผลิตทุกอย่างต้องมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ประเทศเป็น Green Country  การก่อสร้างทุกชนิดต้องผ่านการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม ( EIA- Environment Impact Assessment)
               แนวทางการพัฒนาประเทศไทย ต้องการให้ประเทศเป็นโลกที่พัฒนาแล้วในปี 2575 (อีกประมาณ 16 ปี)และก้าวให้พ้นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง การพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน โดยการพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้เป็นตลาดทุนของโลก การส่งออก-นำเข้าสินค้า ส่งเสริมด้านการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เสริมสร้างพลังทางสังคมและดูแลสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยก็สามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้

เมื่อยักษ์ตื่น

ภาณุวัฒน์ ยาวศิริ
Johnny_kbv@hotmail.com
………………………………………………………………………
                    ได้อ่านหนังสือของโค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ  เรื่องการพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ระบบความคิดและการกระทำของเราในทุกๆวัน ต้องปลุกยักษ์ให้ตื่นขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์แสดงพลังที่มี (ยักษ์ หมายถึง ศักยภาพ ความสามารถ พลังชีวิต พลังจิตสำนึก สิ่งยอดเยี่ยมในตัวเรา) โดยการโปรแกรมตัวเองเป็นประจำ ดังต่อไปนี้
               1.   ฝึกเดิน ฝึกเคลื่อนไหวร่างกายใหม่ 3-5 นาที
               2.   ฝึกหายใจ (หายใจเข้านับ 1-4 หายใจออกนับ 1-4 ) เพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ร่างกาย (3-5นาที)
               3.   ฝึกพูดดีๆกับตัวเองในใจ (3-5 นาที) ถ้าพูดดังๆเขาจะหาว่าบ้า
               4.   ขอบคุณสิ่งต่างๆในชีวิต
               5.   ฝึกจินตนาการ ในสิ่งที่ต้องการได้รับหรือต้องการมี (Imagination)  
               6.   ออกกำลังกาย
               7.    ฝึกเข้าไปสัมผัสช่วงเวลาพิเศษในชีวิต
               8.   ฉลองความสำเร็จเล็กๆน้อย Yes   Yes

                                  ที่มาภาพ: โค้ช ศิริลักษณ์ ตันศิริ 

ทำน้อยให้ได้มาก


ทำน้อยให้ได้มาก

ภาณุวัฒน์ ยาวศิริ
Johnny Walker
..........................................................................................................
               ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ เคยเห็นบนแผงหนังสือหลายครั้ง คิดเถียงอยู่ในใจว่า “ทำน้อยให้ได้มากเป็นไปไม่ได้”  จนซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน  พึ่งรู้ว่าเราเสียเวลากับบางสิ่งบางอย่างไปเยอะมาก เรายังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนควรทำก่อนทำหลัง  หรือสิ่งไหนไม่ต้องทำ สิ่งไหนให้คนอื่นทำ เราเสียเวลาไปมากกับความไม่รู้ในตัวเรา  Leo Babuata ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกเราไว้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกจะเป็นหลักการ ส่วนที่สองเป็นการนำไปใช้ในชีวิตจริง  จะช้าอยู่ทำไม มารู้วิธีทำน้อยให้ได้มากกันเถอะ 
ส่วนที 1 หลักการ
               1.  เหตุใดทำน้อยจึงได้มาก  “สร้างข้อกำกัด เลือกแต่สิ่งทีสำคัญ เพื่อสร้างผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ ด้วยทรัพยากรน้อยที่สุด”
               2.   ศิลปะแห่งการสร้างข้อจำกัด  “ทบทวนงานของคุณ”
               3.   การเลือกแต่สิ่งที่สำคัญและทำให้เรียบง่ายขึ้น ตามชุดคำถามต่อไปนี้
                              * ค่านิยมคุณ คืออะไร
                              * เป้าหมายคุณคือ อะไร
                              * คุณรักในสิ่งใด
                              * อะไรที่มีความสำคัญต่อตัวคุณ
                              * อะไรสร้างผลกระทบมากที่สุด
                              * อะไรสร้างผลกระทบในระยะยาว
                              * ความจำเป็นกับความยากได้
                              * กำจัดสิ่งที่ไม่สำคัญ
                              * ขั้นตอนการปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง
               4.   จดจ่อกับเรื่องเดียว
               5.   สร้างนิสัยใหม่ ด้วยการพิชิตคำท้า
               6.   เริ่มต้นทีละน้อย
ส่วนที่ 2  การนำไปใช้
               1.   One goal system (ระบบเป้าหมายหนึ่งเดียว)
               2.   สร้างงานให้เรียบง่ายขึ้น
               3.   ซอยงานให้เล็กๆ (โครงการใหญ่)
               4.   บริหารเวลาที่เรียบง่าย (ปฏิทิน สมุดบันทึก)
                     5.   อินเตอร์เนตที่แสนเรียบง่าย –ให้พึงรู้ตัวใช้เวลาไปเท่าไรในหนึ่ง                      วันมีสติ จดจ่อ มีวินัย ออกห่างจากโซเซียลบ้าง ใช้เป็นบางเวลา
               6.   จัดการกับเอกสาร (แฟ้ม)
               7.   ภาระหน้าที่ (พ่อ  แม่  ครู ลูกศิษย์ พี่น้อง เพื่อน) หัดพูดคำว่าไม่
               8.   ช้า ๆ ลง (กินช้าลง ขับรถช้าลง)
               9.   ออกกำลังกาย
               10. หาแรงจูงใจ  

ดูดี แต่ไม่มีแฟน


ดูดี แต่ไม่มีแฟน
โดย Johnny
www.Johnny_kiku@yahoo.com
            ผมชอบขับรถสปอร์ตกินลมชมวิวในตอนเย็นหลังเลิกงานเป็นประจำ  ไม่ใช่รถเปิดประทุนนะครับ  แต่ลดกระจกลงเพื่อรับลมเย็นๆ ให้สบายใจหลังเลิกงาน  ผมขับรถมุ่งตรงไปยังริมทะเลเพื่อหาความโรแมนติก  ระหว่างทางขณะที่ติดไฟแดง  เจอรถซาเล้ง(มอเตอร์ไซพ่วงข้าง) ติดไฟแดงเหมือนกันอยู่ข้างๆ ผู้ชายขับส่วนผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายพร้อมกับกอดเอว ซึ่งจริงๆแล้วเธอขยับไปนั่งที่อื่นได้ครับแต่เธอเลือกที่จะนั่งกอดเอว ดูตามหน้าตาผู้ชายแล้วมันห่างชั้นกับผู้หญิงมากครับ เพราะผู้หญิงสวยใช้ไดในระดับของเธอ  ผมหันกลับมามองเบาะนั่งด้านข้างของผม  เชื่อไหมครับว่ามันว่างเปล่า......เคยสงสัยเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น “ดูดีแต่ไม่มีแฟน”  หลังจากนั้นผมขับรถต่อไปอีก ผมเจอคนขับมอเตอร์ไซด์เก่าๆ (มอเตอร์ไซด์ฮ่าง) ที่น่าสนใจคือผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายครับ เบาะรถเทลงมาข้างหน้า สาวสวยซ้อนท้ายแบบนั่งไขว้ในชุดนักศึกษา  กอดเอวหัวเราะระริกระรี้อย่างมีความสุข กับหนุ่มผิวคล้ำหนวดเครารุงรัง มันดูแตกต่างกันยังกับโฉมงามกับอสูรร้าย  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หันกลับมามองตัวเอง  เพื่อปรับบุคลิกภาพ เพิ่มโอกาสในการมีแฟนมากยิ่งขึ้น
            ได้พูดคุยกับหนุ่มๆหลายคนที่เป็นโสด ที่ไม่มีแฟน ได้รับคำตอบที่คล้ายๆกัน  คือ รักชีวิตโสด ชอบลัลลา มีสเปคสูง ต้องนั่นต้องนี่  บางคนมีนิสัยที่สาวๆเข้าถึงยาก โลกส่วนตัวสูง ขี้วีน เรื่องเยอะ ส่วนบางคนสาวๆคิดว่ามีแฟนแล้วเพราะดูดีแต่อาจซุกเอาไว้ มีสเปคแบบสุดขั้วซึ่งหาค่อนข้างยาก เช่น ชอบเด็กๆ โคตรน่ารัก เซอๆ สวยๆ โคตรรวย เป็นต้น  หรือแอบเป็นเกย์แอบปลื้มผู้ชายเล็กๆ(แต่ยังไม่แสดงออก) เป็นคนขี้น้อยใจไม่ยอมให้อภัยใครง่ายๆ(นิสัยเหมือนผู้หญิง) หนุ่มบางคนมีเวลาน้อยเกินไปให้กับงานไปเกือบหมดแล้ว หรือบางหนุ่มเงินน้อยจนขาดความมั่นใจ(แต่รสนิยมสูง) หนุ่มหลายๆคนก็มักขี้กลัวกับความคาดหวังของผู้หญิงเรื่องความสบาย ความรวย ความพร้อม   มุมมองของสาวๆ มักมองว่า หนุ่มๆเหล่านี้ไม่เอาเขาจริงหรอก ก็ดูดีขนาดนี้  เขามักมองว่าหนุ่มๆเหล่านี้มีแฟนอยู่แล้วแต่ซุกไว้
            เคยสงสัยหลายๆครั้ง คนที่เขาหล่อ ดูดีมากๆอย่างเช่น ดาราหลายคน  ทำไมเขาไม่มีแฟนซะที บางคนเห็นเป็นโสดมาหลายปี  เขาก็มีความพร้อม ทำไมไม่มีซักที อย่างแท่ง ศักดิ์สิทธ์ หรือดาราอีกหลายคน  คนทั่วไปมักมองว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้  แต่ความเป็นจริงเขากำลังมองหาคนที่จะมาเป็นคู่ครองต่างหาก  ไม่แปลกที่เขาจะเจอผู้หญิงมากหน้าหลายตา  แต่มันก็ไม่ใช่แฟนอยู่ดี อาจแค่คนรู้จักที่อยากจะคบต่อ
            หนุ่มๆ ทีมีแฟนหลายๆคน  แต่ก็หาได้อีกเรื่อยๆ  ผมชักจะเชื่อกับคำพูดที่ว่า “คนมีแฟนสวยมักมีเสน่ห์”   เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่คุณมีแฟนสวยๆ  คุณไปไหนก็มีแต่คนมอง สาวๆมักหาโอกาสที่เข้ามารู้จักพูดคุยกับคุณ นั่นเป็นเพราะว่าเขาเห็นคุณเป็นคนท้าทาย (Challenging)  มีเสน่ห์ (Charming) ทำให้ผมต้องสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับสาวๆกว่า 10 คน ว่ามันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร  ก็พอจะสรุปคำตอบได้ดังต่อไปนี้ครับ  ประการแรกผู้ชายคนนี้ต้องมีดีแน่นอน สาวสวยคนนั้นเขาถึงชอบและยอมเป็นแฟนด้วย  อย่างนี้เขาเรียกว่าสังคมการันตีครับ (Social proof) สาวๆยอมเสี่ยงที่จะรู้จักกับเขาถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสมากก็ตาม คุณเคยสังเกตไหมว่าร้านอาหารอร่อยๆมักมีคนเยอะ เข้าคิว รอนาน  แต่บางร้านไม่มีคนเข้าเลยครับไม่ต้องรอคิวแต่ไม่ยักกะมีคนเข้า ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า  เขามีคุณสมบัติของการดึงดูดเพศตรงข้ามครับคือการเป็นนักนันทนาการที่ดี มีความสนุกสนาน ตลก และมีความสุขอยู่ตลอดเวลา(Cocky funny & Recreation) สาวๆที่ไหนอยากอยู่กับหนุ่มที่มีแต่ความทุกข์ละครับ  ผู้ชายประเภทนี้เมื่ออยู่ใกล้แล้วจะมีความสุข  แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ได้กับสาวทั้งหมดนะครับ สาวสวยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มสุขนิยม ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องความสุขที่แท้จริงครับส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง มักจะเรียนสายศิลป์เป็นหลักในประเทศไทยมีสาวประเภทนี้มากกว่าครึ่ง  ส่วนอีกกลุ่มเรียกว่า “วัตถุนิยม” จะเน้นในเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างวัตถุ สร้างบ้าน สร้างรถ สร้างฐานะ ถ้าใครจะมาจีบสาวสวยกลุ่มนี้ต้องมีตังพอสมควรครับ ถ้าจนประตูถูกปิดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งจะมีน้อยกว่าสาวสุขนิยม สาวกลุ่มนี้มักเรียนสายวิทย์ฯครับ  เช่น แพทย์หญิง เป็นต้น  ผมกำลังสรุปว่าสาวๆกลุ่มนี้ใช้สมองพิจารณา วิเคราะห์หนุ่มของเธอครับ ถ้าไม่ผ่านก็จบไป 
            เพื่อเป็นแนวทางในการปรับทัศนคติที่ดี (ไม่ได้หมายถึง คสช. เรียกไปปรับนะครับ) ปรับเพื่อที่จะมีแฟนกับเขาเสียที  ผมได้รวบรวมแนวทางการปรับบุคลิกและทัศนคติจากการสัมภาษณ์สาวสวยบอกว่าหนุ่มๆที่พวกเธอสนใจ มีลักษณะดังต่อไปนี้
            1.  มาดดี  รักษามาดให้ดีตลอดเวลา  แต่อย่าลืมปรับภายในด้วย  เช่น การรู้จักเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เสียสละ มีจินตนาการ
            2.  ชีวิตมีเป้าหมาย  บอกให้ได้ว่าเป้าหมายคืออะไร  แล้วตามเป้าของตัวเอง คนที่มีเป้าหมายและสามารถบอกคนอื่นได้เป็นคนมีอนาคต เมื่อสาวๆเห็นเขาจะชอบ เพราะเขาเชื่อว่าฝากอนาคตไว้กับคนๆนี้ได้
            3.   ใจดี  ต้องใจดี แต่ไม่ได้หมายความว่าปฏิเสธใครไม่เป็น มีปฏิเสธบ้าง และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
            4.   รักอิสระ แต่ต้องรู้จักสร้างระเบียบให้กับตัวเองด้วย
            5.   มองโลกในแง่ดี  มีความรับผิดชอบสูงและสนุกสนาน

            เมื่อฝึกและปรับปรุงตนตามที่กล่าวมาข้างต้น  รับรองได้ว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่จะมีแฟนกับเขาในเร็ววัน  จะมีสาวๆเข้ามาตรึม  เอ้า....เลือกเลย